วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2559

1.หลักฐานทางประวัติศาสตร์

หลักฐานทางประวัติศาสตร์
1x42.gif

........เฮโรโดตัส Herodotus บิดาแห่งประวัติศาสตร์ ได้นำคำว่า ประวัติศาสตร์ history มาจากคำในภาษากรีกว่า historeo ที่แปลว่า การถักทอ มาเขียนเป็นชื่อเรื่องราวการทำสงครามระหว่างเปอร์เซียกับกรีก
........โดยใช้หลักฐานต่าง ๆ เป็นข้อมูล ในการเขียนเป็นเรื่องราว ซึ่งคล้ายกับการถักทอผืนผ้าให้เป็นลวดลายที่ต้องการ
........เฮโรโดตัส Herodotus จึงเป็น นักประวัติศาสตร์คนแรก ที่นำหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มาศึกษาเพื่อเขียนเป็นเรื่องราว
........อย่างไรก็ตาม การศึกษาเหตุการณ์ในอดีต อาจมีผู้สงสัยว่ามีทางเป็นไปได้หรือไม่และจะศึกษากันอย่างไร
........เนื่องจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วและ บางเหตุการณ์เกิดขึ้นมานานมาก
........จนสุดวิสัยที่คนปัจจุบันจะจำเรื่องราวหรือศึกษาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ด้วยตนเอง นักประวัติศาสตร์ ได้อาศัยร่องรอยในอดีตเป็นข้อมูล ในการอธิบายเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต  ร่องรอยที่ว่านี้เรียกว่า หลักฐานประวัติศาสตร์

หลักฐานประวัติศาสตร์
........นักประวัติศาสตร์ ชาวฝรั่งเศส ชื่อ มาร์ค บลอค Marc Block ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับ หลักฐานประวัติศาสตร์ ว่า หลักฐานประวัติศาสตร์ คือร่องรอยพฤติกรรม การพูด การเขียน การประดิษฐ์คิดค้นการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งที่มีอยู่ภายในหลักฐานก็คือร่องรอย ความรู้สึกนึกคิด โลกทัศน์และจารีตประเพณีของมนุษย์ในอดีตที่อาจ ตกทอดถึงปัจจุบัน โดยมีร่องรอยอยู่ในธรรมชาติและวัฒนธรรมของมนุษย์
........สรุปว่า หลักฐานประวัติศาสตร์ หมายถึงร่องรอยการกระทำ การแสดง การพูด การเขียน การประดิษฐ์ สิ่งก่อสร้าง ร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ รวมทั้งความคิดอ่าน ความรู้สึก ประเพณีปฏิบัติของมนุษย์ในอดีต ที่ได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้ ในบริเวณที่มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งกล่าวได้ว่า อะไรก็ตามที่มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ทั้งสิ้น

ประเภทหลักฐานประวัติศาสตร์

1. หลักฐานที่จำแนกตามความสำคัญ
    1.1 หลักฐานชั้นต้น
    1.2 หลักฐานชั้นรอง
2. หลักฐานที่ใช้อักษรเป็นตัวกำหนด
   2.1 หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร
    2.2 หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
3. หลักฐานที่กำหนดตามจุดหมายของการผลิต
    3.1 หลักฐานที่มนุษย์ตั้งใจสร้างขึ้น
    3.2 หลักฐานที่มิได้เป็นผลผลิตที่มนุษย์สร้างหรือตั้งใจสร้าง
1.1 หลักฐานชั้นต้น primary sources

........หมายถึง คำบอกเล่าหรือบันทึกของผู้พบเห็นเหตุการณ์หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรง ได้แก่ บันทึกการเดินทาง จดหมายเหตุ จารึก รวมถึงสิ่งก่อสร้าง หลักฐานทางโบราณคดี โบราณสถาน โบราณวัตถุ เช่น โบสถ์ เจดีย์ วิหาร พระพุทธรูป รูปปั้น หม้อ ไห ฯลฯ

1.2 หลักฐานชั้นรอง secondary sources

........หมายถึง ผลงานที่เขียนขึ้น หรือเรียบเรียงขึ้นภายหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นแล้ว โดยอาศัยคำบอกเล่าหรือจากหลักฐานชั้นต้นต่างๆ ได้แก่ ตำนาน วิทยานิพนธ์ เป็นต้น

2.1 หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร written sources

........หมายถึงหลักฐานที่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้แก่ ศิลาจารึก พงศาวดาร ใบลาน จดหมายเหตุ วรรณกรรม ชีวประวัติ นังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร รวมถึงการบันทึกไว้ตามสิ่งก่อสร้าง โบราณสถาน โบราณวัตถุ แผนที่ หลักฐานประเภทนี้จัดว่าเป็นหลักฐานสมัยประวัติศาสตร์

2.2 หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร

........หมายถึง สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งหมดที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ สิ่งก่อสร้าง โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปการแสดง คำบอกเล่า นาฏศิลป์ ตนตรี จิตรกรรม ฯลฯ

3.1 หลักฐานที่มนุษย์ตั้งใจสร้างขึ้น artiface

........หมายถึง หลักฐานที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต

3.2 หลักฐานที่มิได้เป็นผลผลิตที่มนุษย์สร้างหรือตั้งใจสร้าง หมายถึง วิธีการทางประวัติศาสตร์ กระบวนการสืบค้นเรื่องราวในอดีตของสังคมมนุษย์เริ่มต้นที่ความอยากรู้อยากเห็นของผู้ต้องการ ศึกษาและต้องการสอบสวนค้นคว้า หาคำตอบด้วยตนเอง จากร่องรอยที่คนในอดีตได้ทำไว้และตกทอดเหลือมาถึงปัจจุบัน


1x42.gif

2.วิธีการทางประวัติศาสตร์

วิธีการทางประวัติศาสตร์
1x42.gif

วิธีการทางประวัติศาสตร์
คือ การรวบรวม พิจารณาไตร่ตรอง วิเคราะห์และตีความจากหลักฐานแล้วนำมาเปรียบเทียบอย่างเป็นระบบ เพื่ออธิบายเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในอดีตว่าเหตุใดจึงเกิดขึ้นหรือเหตุการณ์ในอดีตนั้นได้เกิดและคลี่คลายอย่างไร ซึ่งเป็นความมุ่งหมายที่สำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์

ขั้นตอนและความสำคัญของวิธีการทางประวัติศาสตร์
การใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ เพื่อรู้จักและเข้าใจอดีตให้ถ่องแท้ขึ้นนั้น มีกระบวนการที่อาจแบ่งเป็นขั้นตอนดังนี้

.......1. กำหนดหัวข้อที่จะศึกษา ขั้นตอนในการกำหนดหัวข้อที่จะศึกษาประวิติศาสตร์จะเริ่มต้นด้วยการกำหนดหัวข้ออย่างกว้างๆก่อนแล้วค่อยตีกรอบให้แคบลง ไม่ให้มีหัวข้อที่กว้างจนเกินไปหรือแคบจนเกินไปในการกำหนดหัวข้อที่จะศึกษาในเรื่องใดหรือมีความสนใจในเรื่องใด ต้องเริ่มต้นด้วยความในใจในเรื่องนั้นๆก่อน ซึ่งหากนึกไม่ออกว่ามีความสนใจในเรื่องใดต้องฝึกอ่านหนังสือ และหาข้อมูลในเรื่องต่างๆให้มาก เมื่อสนใจจะศึกษาในเรื่องใดๆก็หาข้อมูลอย่างกว้างๆในเรื่องนั้นๆก่อน หรือ การศึกษาภูมิหลังของเรื่องที่สนใจ เพื่อเป็นพื้นฐานความรู้ก่อนที่จะมีการสืบค้นหาข้อมูลให้ลึกซึ้งต่อไป โดยตั้งเป็นประเด็นคำถาม เช่น มีการศึกษาเรื่องอะไร ในช่วงเวลาไหน เหตุใดต้องศึกษา เพื่อกำหนดแนวทางในการแสวงหาคำตอบอย่างมีเหตุผล

.......2. การค้นหาข้อมูล เมื่อได้หัวข้อที่ต้องการจะค้นคว้าแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การค้นหาข้อมูล เมื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องแล้วรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงและเกี่ยวข้องในการอ้อม ในเรื่องที่ต้องการศึกษา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  ทั้งที่เป็นหลักฐานที่เป็นบายลักษณ์อักษร เช่น จารึก จดหมายเหตุ เป็นต้น และหลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ เป็นต้น เพื่อหาข้อมูลจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์

.......3. การประเมินคุณค่าของหลักฐาน หลักฐานหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อศึกษาที่รวบรวมมาเพื่อหาความน่าเชื่อถือของหลักฐานประเภทต่างๆที่หามาได้ไม่ใช่ว่าจะนำไปใช้ได้ทั้งหมด อาจพบทีหลังว่าบางชิ้นไม่เกี่ยวข้องโดยตรง และบางชิ้นหากนำไปใช้หรือนำไปอธิบายเหตุการณ์กลับจะทำให้เรื่องราวที่ค้นคว้าขาดความน่าเชื่อถือได้ ดังนั้นต้องมีการประเมินคุณค่าของหลักฐานก่อน ซึ่งเรียกว่า การวิพากษ์วิธีทางประวัติศาสตร์ อันประกอบด้วย 2 ขั้นตอน ดังนี้

..............3.1 การวิพากษ์หลักฐานภายนอก เป็นขั้นตอนพิจารณา หลักฐานที่ได้มาเป็นของจริงหรือของปลอม

..............3.2 การวิพากษ์หลักฐานภายใน เป็นการประเมินคุณค่าของหลักฐานนั้นว่า ให้ความน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด คือการตรวจสอบองค์ประกอบของหลักฐาน โดยประเมินว่าหลักฐานนั้นเขียนขึ้นเมื่อใด หลักฐานนั้นเขียนหรือสร้างขึ้นที่ใด และหลักฐานนั้นใครเป็นผู้ทำขึ้นและทำขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ใด

.......4. การตีความหลักฐาน เป็นขั้นตอนตีความว่าหลักฐานนั้นให้ข้อมูลหรือข้อสนเทศอะไรบ้าง เนื้อความที่ได้เป็นไปทิศทางเดียวกันหรือไม่ ในการตีความหลักฐานควรกระทำด้วยใจเป็นกลาง แม้จะฝืนกับความรู้สึก หลีกเลี่ยงความมีอคติ

.......5. การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล  เมื่อทำการรวบรวมข้อมูล ประเมินคุณค่า และตีความหมาย ขั้นตอนสุดท้าย คือการนำข้อมูลมาวิเคราะห์สังเคราะห์เข้าด้วยกันเป็นเรื่องราวขึ้น


1x42.gif

3.ประวัติศาสตร์กับเวลา

ประวัติศาสตร์กับเวลา
1x42.gif


1. พุทธศักราช (พ.ศ.)
.......มีวิธีนับแตกต่างกันเป็น 2 แบบ คือ
.......1.1 แบบไทย ลาว เขมร เริ่มนับจากปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน วันแรกของ พ.ศ. 1 จึงตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเมีย
.......1.2 แบบลังกา พม่า อินเดีย นับปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน เป็น พ.ศ. 1 พุทธศักราชแบบลังกาจึงมากกว่าพุทธศักราชแบบไทย 1 ปี เช่น เมือประเทศไทย พ.ศ. 2500 ประเทศศรีลังกา เป็น พ.ศ. 2501

2.คริสต์ศึกราช (ค.ศ.)
.......เป็นศักราชที่ผู้นับถือคริสต์ศาสนาตั้งขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่วันที่เชื่อกันว่าเป็นวันพระราชสมภพของพระเยซูเป็นต้นมา ภาษาอังกฤษใช้ A.D.
.......ปีก่อนคริสต์ศักราช ใช้คำว่า ก่อนคริสต์ศักราช คริสต์ศักราชน้อยกว่าพุทธศักราช 543 ปี ดังนั้น ใช้จำนวน 543 นี้เป็นเกณฑ์บวกลบ เพื่อเปลี่ยนศักราชระหว่าง พ.ศ. กับ ค.ศ.
.......คริสต์ศักราชเริ่มปีใหม่ในวันที่ 1 มกราคม และสิ้นปีวันที่ 31 ธันวาคม ศักราชนี้เป็นศักราชสากลใช้กันแพร่หลายทั่วโลก ไม่เฉพาะแต่ประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์เท่านั้น

3.มหาศักราช (ม.ศ.)
.......ผู้ตั้งคือ พระเจ้ากนิษกะ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของพวกกษณะ เป็นชนชาติที่เข้าไปครอบครองอินเดียทางตะวันตกเฉียงเหนือ
.......มหาศักราชมีอายุน้อยกว่าพุทธศักราช 621 ปี

4.จุลศักราช (จ.ศ.)
.......ตั้งขึ้นเมื่อปีกุน พ.ศ. 1182 โดยกษัตริย์เมืองพุกาม ซึ่งอยู่ในดินแดนพม่าตอนเหนือ ซึ่งกษัตริย์องค์นี้เดิมเป็นพระสังฆราช มีความเชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ ได้ลาสิกขาออกมาชิงราชบัลลังก์พระเจ้าตุนชิต แล้วลบหรือเลิกศักราชที่ใช้อยู่เดิม

5.รัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.)
.......เป็นศักราชที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว ร.5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2432 โดยให้นับปีที่ ร.1 สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปีขาล พ.ศ. 2325 เป็น ร.ศ. 1 ให้เริ่มใช้ศักราชนี้ในราชการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน เป็นปีแรก

6.ฮิจเราะห์ศักราช (ฮ.ศ.)
.......เป็นศักราชของผู้นับถือศาสนาอิสลามนับตั้งแต่ท่านบีมุฮัมมัด ศาสดาของศาสนาอิสลามเริ่มอพยพพวกมุสลิมจากนครเมกกะไปยังเมือเมดินะห์ ใน ค.ศ. 622 ตรงกับปีมะเมีย พ.ศ. 1165 สาเหตุของการอพยพเกิดจากแนวคำสอนที่ท่านนบีฮุมมัดเผยแพร่ออกไปถูกต่อต้านจากฝ่ายตรงข้าม และมีผู้ปองร้ายเอาชีวิตจึงต้องอพยพออกไป ซึ่งเป็นการอพยพครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ศาสนาอิสลาม
.......การนับเดือนในฮิจเราะห์ศักราช เป็นการนับทางจันทรคติ คือ ถือเอาการโคจรของดวงจันทร์เป็นหลัก เดือนหนึ่งจึงมี 29 วันบ้าง 30 วันบ้าง รวมทั้งปีได้ 354 วัน และไม่มีการคิดอธิกมาสอย่างการนับเดือนไทย ปีหนึ่ง ของศักราชนี้จึงน้อยกว่าศักราชอื่นๆ ทำการเทียบเปลี่ยนศักราชทำได้ยาก

1x42.gif

4.หลักฐานและองค์ความรู้ประวัติศาสตร์ไทย

หลักฐานและองค์ความรู้ประวัติศาสตร์ไทย

1x42.gif
.......การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยต้องอาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ 4 ลักษณะ
.......1. จากจารึก หมายถึง บันทึกหรือเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของมนุษย์เพื่ออธิบายเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม โดยมีจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้รับทราบลักษณะสำคัญจารึก มีดังนี้ มีการกำหนดสถานที่ เวลา และผู้จัดทำอย่างชัดเจน เป็นซากโบราณที่เข้าใจยาก ต้องมีการอ่านและแปลโดยผู้เชี่ยวชาญจึงสามารถเข้าใจได้ และวัสดุที่ใช้ในการจารึกส่วนใหญ่จะอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์แตกหัก

.......2. ตำนาน คือ เรื่องเล่าด้วยวาจาสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณผ่านมาหลายชั่วอายุคน ต่อมาภายหลังจึงมีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เรื่องราวในตำนานอาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้เพราะการบอกเล่าต่อกันมาอาจทำให้เนื้อหาผิดเพี้ยนไปตามอารมณ์ของผู้เล่า ลักษณะตำนานที่สำคัญมีดังนี้
..............1. เป็นเรื่องราวที่มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา และความเชื่อของคนในท้องถิ่น เรื่องราวจะแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นนั้นๆ
..............2. ตำนานจะไม่ให้ความสำคัญในเรื่องกาลเวลา จึงต้องระมัดระวังในการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เพราะเราไม่ทราบว่าเหตุการเกิดเมื่อใด
..............3. เนื้อหาสาระของตำนานไทยจะเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติและการสร้างบ้านเมืองในสมัยโบราณไทย
..............4.คุณค่าของตำนานต่อการศึกษาประวัติศาสตร์มีน้อย เนื่องจากตำนานจะผ่านวิธีบอกเล่า ซึ่งเกิดความผิดเพี้ยนของเนื้อหา จึงไม่มีความน่าเชื่อถือมากนัก

.......3. พงศาวดาร หมายถึง การบันทึกเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีตภายใต้การอุปถัมภ์ของ ราชสำนัก ดังนั้นเนื้อหาพงศาวดาร จึงมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรและพระมหากษํตริย์ ลักษณะที่สำคัญของพงศาวดารคือการเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับบ้านเมืองและพระมหากษัตริย์เท่านั้น ไม่ให้ความสำคัญกับประชาชนโดยทั่วไป แต่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาทางประวัติศาสตร์อย่างมาก

.......4. ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ การศึกษาสมัยใหม่เริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เรียกว่า วิธีการทางประวัติศาสตร์ เน้นวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์อย่างมีขั้นตอนที่น่าเชื่อถือมีเหตุผล


1x42.gif

5.ความสัมพันธ์ของยุคสมัยทางประวัติศาสตร์สากล

ความสัมพันธ์ของยุคสมัยทางประวัติศาสตร์สากล
1x42.gif

.......การศึกษาของประวัติศาสตร์สากล แบ่งออกเป็น 4 ยุคสมัย คือ
.......1. ประวัติศาสตร์สมัยโบราณ เป็นงานเขียนทางประวัติศาสตร์ในยุคกรีกและยุคโรมัน ในยุคกรีกเป็นงานเขียนที่เน้นให้ความสำคัญกับมนุษย์มากขึ้น ภาพแนวคิดแบบมนุษย์นิยม ซึ่งเป็นการเขียนอย่างมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือ จะเน้นบทบาทของมนุษย์ ระบุเวลา และสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์ ในยุคโรมันการเขียนประวัติศาสตร์จะอยู่ในรูปของการบันทึกต่างๆ ซึ่งใช้เป็นหลักฐานที่สำคัญในการศึกษาความเจริญรุ่งเรืองของโรมัน

.......2. ประวัติศาสตร์สมัยกลาง มีลักษณะที่สำคัญ คือ เป็นงานเขียน ที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคริสตจักรซึ่งคือหลักคำสอนของศาสนาคริสต์ ทั้งนี้เพราะเป็นยุคมืด งานเขียนในยุคนี้จะเป็นงานเขียนเกี่ยวกับการรับใช้พระเจ้าโดยเน้นให้มนุษย์มีความเคารพยำเกรงในพระผู้เป็นเจ้าอย่างสุดชีวิต ในยุคนี้บทบาทของประชาชนถูกจำกัด

.......3. ประวัติศาสตร์สมัยฟื้นฟูวิทยาการ เป็นงานเขียนทางประวัติศาสตร์ที่สลัดจากการครอบงำของศาสนาคริสต์อย่างสิ้นเชิง หันมาให้ความสำคัญกับมนุษย์นิยมอีกครั้ง โดยหันไปศึกษาอารยธรรมกรีก และโรมันเพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน เป็นงานเขียนที่เน้นศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิธีการดำเนินชีวิตประจำวัน

.......4. ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เป็นงานเขียนทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ การศึกษาจะมีความคล้ายคลึงกับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ คือ มีขั้นตอนการศึกษาที่ชัดเจน มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ จะทำอย่างมีเหตุมีผล ทำให้ได้รับความน่าเชื่อถือที่สุดในปัจจุบัน

ความสัมพันธ์ของยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ไทย

.......ความสัมพันธ์ระหว่าง ประวัติศาสตร์สุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี รัตนโกสินทร์ แบ่งออกได้ดังนี้

1. ด้านการเมืองการปกครองของไทยมีลักษณะดังนี้

..............1.อาณาจักรสุโขทัยพระมหากษัตริย์จะใช้หลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในการปกครองประเทศ คือ ทศพิธราชธรรม ราชจรรยาวัตร และจักรวรรดิวัตร
..............2.มีการปกครองประเทศโดยพระมหากษัตริย์ แม้จะมีพระราชฐานะแตกต่างกันไปตามยุคสมัย แต่ยังงทำหน้าที่ดูแลราษฎรของพระองค์ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีตลอดมา
..............3หลักกฎหมายรับอิทธิพลมาจากคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ของอินเดียเหมือนกัน โดยถึงแม้จะมีชื่อแตกต่างกันไป เช่น กฎหมายสมัยสุโขทัย กฎหมายสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ กฎหมายราชศาสตร์ กฎหมายของรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือ กฎหมายตราสามดวง และ กฎหมายในปัจจุบัน คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ล้วนแต่ได้รับอิทธิพลมาจากคำสอนของคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ทั้งสิ้น

2. ทางด้านเศรษฐกิจของไทยมีลักษณะดังนี้

..............1.การใช้เงินในการติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน
..............2.ประเทศคู่ค้าของประเทศไทยตั้งแต่โบราณ มีประเทศคู่ค้าที่สำคัญตลอดมา คือ ประเทศจีน
..............3.ประเทศของสินค้าเพื่อการส่งออกของไทยตั้งแต่สุโขทัยจนถึงรัตนโกสินทร์ สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยจะเป็นสินค้าประเภทหัตถกรรมมากกว่าสิ่งอื่น

3. ทางด้านสังคมวัฒนธรรมของไทยมีลักษณะดังนี้

..............1.การมีชนชั้น สามารถแบ่งโดยกว้างๆ ออกเป็น 2 ชนชั้น คือผู้ปกครองหรือพ่อขุน และผู้ถูกปกครองคือไพร่ฟ้าในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี ถึงรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีการแบ่งชนชั้นของประชาชนอย่างชัดเจนโดยแบ่งเป็นลำดับชั้นดังนี้
.....................1.ชนชั้นกษัตริย์
.....................2.ชนชั้นราชวงศ์หรือเจ้านาย
.....................3.ชนชั้นขุนนาง
.....................4.ชนชั้นพระสงฆ์
.....................5.ชนชั้นไพร่
.....................6.ชนชั้นทาส
.......และได้มีการประกาศยกเลิกชนชั้นต่างๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

..............2.ความศรัทธาในพุทธศาสนาของประชาชน โดยศาสนาพุทธประดิษฐานเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย

..............3.การใช้ภาษาไทยในการติดต่อสื่อสารกัน ซึ่งประดิษฐ์โดยพ่อขุนรามคำแหง มีการปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นถือเป็นความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ระหว่างสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร์



1x42.gif

6.ยุคก่อนประวัติศาสตร์

ยุคก่อนประวัติศาสตร์
1x42.gif

........1. ยุคหินเก่า ประมาณ 500,000 ปีล่วงมาแล้ว มนุษย์ในยุคนี้เริ่มทำเครื่องมือเครื่องใช้ด้วยหินอย่างง่ายก่อน เมื่อเวลาผ่านไปก็สามารถดัดแปลงให้เหมาะสมกับการใช้งาน เครื่องมือหิน มนุษย์ใช้วัสดุจำพวกหินไฟ

........2. ยุคหินกลาง ประมาณ 10,000-5,000 ปีล่วงมาแล้วมนุษย์ในช่วงเวลานี้เริ่มมีการนำวัสดุธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ เช่น ทำตะกร้าสาน ทำรถลาก และเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำด้วยหินก็มีความประณีตมากขึ้น ตลอดจนรู้จักนำสุนัขมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง

........3. ยุคหินใหม่ ประมาณ 6,000-4,000 ปีล่วงมาแล้ว ยุคนี้มีพัฒนาการทำเครื่องมืออย่างประณีตมากขึ้น โดยการฝนให้เป็นรูปทรงต่างๆ

........4. ยุคโลหะ ยุคที่นำโลหะมาประยุกต์ใช้ในชีวิต แบ่งออกเป็น 2 ยุคย่อยคือ ยุคสำริด และยุคเหล็ก

................4.1 ยุคสำริด สำริดเป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก กรรมวิธีการทำสำริดค่อนข้างยุ่งยาก ตั้งแต่การหาแหล่งแร่ การเตรียม การถลุงแร่ และการผสมแร่ในเบ้าหลอม จากนั้นจึงเป็นการขึ้นรูปทำเครื่องมือเครื่องใช้ด้วยดารตีหรือการหล่อในแม่พิมพ์หินทราย หรือแม่พิมพ์ดินเผา

................4.2 ยุคเหล็ก ยุคเหล็กมีความแตกต่างจากยุคสำริดหลายประการ คือ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเหล็กทำให้เกิดการเพิ่มผลผลิต การผลิตเหล็กทำให้กองทัพมีอาวุธที่แข็งแกร่ง นำไปสู่พัฒนาการทางสังคมจนกลายเป็นรัฐที่มีกำลังทหารที่แข็งแกร่งเข้ายึดครองสังคมอื่นๆ ขยายเป็นอาณาจักรในเวลาต่อมา

สมัยประวัติศาสตร์
........สมัยประวัติศาสตร์เป็นสมัยที่ปรากฏหลักฐานลายลักษณ์อักษร  หลักฐานสมัยประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนไทย  คือ  ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช โดยสมัยประวัติศาสตร์สามารถแบ่งได้ตามช่วงเวลาได้ดังนี้

........1. สมัยโบราณ เป็นประวัติศาสตร์ของผู้คนที่พัฒนาชุมชน เป็นเมืองในดินแดนต่างๆ คือ ดินแดนลุ่มน้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำไทกรีส ยูเฟรตีส

........2. สมัยกลาง เริ่มต้นภายหลังจากที่อาณาจักรโรมันล่มสลาย ศาสนาคริสต์เริ่มมีบทบาทและอำนาจ

........3. สมัยใหม่ เริ่มรวมคริสทศตวรรษที่ 15 ซึ่งมีการฟื้นฟูศิลปกรีก-โรมัน และมีการปฏิวัติวิทยาศาสตร์

........4. สมัยปัจจุบัน เริ่มจากสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดความบานปลายจึงก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2


1x42.gif

7.อารยะธรรมตะวันตก

อารยะธรรมตะวันตก
1x42.gif

อารยธรรมตะวันตก แบ่งออกเป็น 4 ยุค คือ
  1. ยุคโบราณ
  2. ยุคกลาง
  3. ยุคฟื้นฟูวัฒนธรรม
  4. ยุคใหม่


ยุคโบราณ
.......1. อารยธรรมตะวันตกในยุคโบราณเป็นอารยธรรมในลุ่มแม่น้ำไทกรีส-ยูเฟรตีส
.......เริ่มตั้งแต่เมื่อชนชาวสุเมเรียนประดิษฐ์ตัวอักษรรูปลิ่ม หรือตัวอักษรคูนิฟอร์ม ขึ้นใช้เมื่อประมาณ 3,500 ปีก่อนคริสตร์ศักราช และสิ้นสุดลงเมื่อจักรวรรดิโรมันล่มสลาย เพราะถูกรุกรานโดยพวกอนารยชนเผ่าเยอรมัน
.......สุเมเรียน เป็นชนกลุ่มแรกที่เข้ามาสร้างอารยธรรมในดินแดนนี้
..............ได้จัดตั้งอาณาจักรบาบิโลเนีย ผลงานสำคัญได้แก่ ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี
..............อัสซีเรียเป็นนักรบที่กล้าหาญ ผลงานที่สำคัญ ได้แก่ การสลักภาพนูนต่ำ มีการรวบรวมที่ห้องสมุดนิเนเวห์
..............ชาวคาลเดียมีความรู้ด้านดาราศาสตร์ นำความรู้ดาราศาสตร์มาทำนายชะตาชีวิต

.......2. อารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์ หรืออารยธรรมอียิปต์โบราณ
.......การประดิษฐ์อักษรภาพที่เรียกว่า “เฮียโรกลิฟิก”   ด้านสถาปัตยกรรม มีการสร้าง พีระมิด เป็นสุสานฝังพระศพของ ฟาโรห์ รู้จักการเก็บรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อยที่เรียกว่า “มัมมี่”  

.......3. อารยธรรมกรีก อารยธรรมกรีกเรียกว่า เป็นอารยธรรมในยุคคลาสสิก
..............งานประติมากรรม เน้นแสดงสัดส่วนสรีระของมนุษย์
..............วรรณคดี เป็นความเชื่อในเรื่องของศาสนา การเคารพบูขาเทพเจ้า

.......4. อารยธรรมโรมัน
.......มีชาวโรมันกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า“ลาติน ”ได้สร้างกรุงโรมขึ้นและทำสงครามขับไล่ชนพื้นเมืองชาวอีทรัสกัน ออกไปได้สำเร็จ โดยความเจริญทางอารยธรรม
..............ชาวโรมันเน้นให้มนุษย์รับผิดชอบต่อรัฐ
..............กฎหมายสิบสองโต๊ะ
..............สถาปัตยกรรม สร้างอาคารต่างๆ เพื่อประโยชน์ใช้สอยของสาธารณชน
..............ประติมากรรม สะท้อนบุคลิกภาพมนุษย์สมจริงตามธรรมชาติ



ยุคกลาง
.......1. การเมือง การปกครอง เป็นยุคมืด ปกครองระบบฟิวดัลหรือศักดินาสวามิภักดิ์ เป็นยุคแห่งความแตกแยกทางสังคม
.......2. ศิลปวัฒนธรรม ได้รับอิทธิพลจากหลักคำสอนศาสนาคริสต์
.......3. การศึกษา มีการตั้งมหาวิทยาลัยโบโลญญ่าในอิตาลี
.......4. วรรณกรรม เป็นประเภทเพ้อฝัน

ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการในยุโรป
.......1. ยุคของมนุษย์นิยมที่เน้นความงดงามสรีระร่างกาย
.......2. สนใจด้านความเป็นอยู่ในปัจจุบันมากกว่าในภพหน้า
.......3. มีบทบาทของชนชั้นกลางมากขึ้น

ยุโรปสมัยใหม่

.......ให้ความสำคัญด้านวัตถุเพื่อสร้างความมั่นคงให้ตนเอง การค้าขายมีลักษณะดังนี้
.......1. สำรวจและค้นพบดินแดนใหม่ ค้นพบทวีปอเมริกา เป็นจุดเริ่มต้น
.......2. ปฏิวัติวิทยาศาสตร์
.......3. เกิดของยุคภูมิธรรม เป็นยุคที่ประชาชนเรียกร้องความเท่าเทียมกัน
.......4. ปฏิวัติอุตสาหกรรม หันมาใช้เครื่องจักรกล
.......5. การล่าอาณานิคม เสาะแสวงหาแหล่งวัตถุดิบเพื่อมาผลิตสินค้า


1x42.gif